เริ่มต้นธุรกิจกับเพื่อนยังไงไม่ให้มีปัญหา

WorkBusinessEntrepreneurPartnersFeb 17, 2018By Sittipong Sirimaskasem
Photo by Michael Frattaroli on Unsplash

ตลอดระยะเวลา 3–4 ปีที่คลุกคลีอยู่กับกลุ่มคนที่เต็มไปด้วยพลังในการทำงาน ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ไอเดียที่พลุ่งพล่าน ผมเห็นคนที่อยากจะเริ่มต้นทำธุรกิจ แก้ไขปัญหาในสิ่งที่พบเจออยู่ทุก ๆ วัน ด้วยเทคโนโลยี และต่อยอด ทำให้เกิดเป็นเงินและผลกำไร

หลายคนมองเห็นช่องทางและโอกาส โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีเป็นเรื่องง่าย สามารถเข้าถึงได้ทุกคน แต่เดิมการทำเว็บไซต์เป็นเรื่องยาก ต้องจ้างคน จ้างบริษัททำ แต่เดี๋ยวนี้ไม่เพียงแต่เว็บไซต์ การจะแต่งเพลงดีดีขึ้นมาหนึ่งเพลง เราสามารถทำได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ผ่านเว็บไซต์ที่ให้บริการแบบฟรี ๆ ซึ่งไม่ใช่เป็นการแต่งเพลงธรรมดา แต่เป็นการแต่งเพลงด้วย AI หรือ Aritificial Intelligent ที่สามารถวิเคราะห์ได้ว่า เพลงแบบนี้ไหนที่คนฟังจะชอบ

แต่ถึงกระนั้น คำถามที่คนมักจะถามกันบ่อย ๆ ทุกครั้งที่จะเริ่มต้นทำบริษัท หรือเริ่มทำ Startup ก็คือ “มีเรื่องไหนบ้างที่ต้องระวัง” เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาหลังจากเริ่มบริษัทแล้ว โดยเฉพาะบริษัทที่ไม่ได้ทำคนเดียว ไม่ใช่เจ้าของกิจการเพียงคนเดียว แต่มีหุ้นส่วน มีพาร์ทเนอร์ มีผู้ร่วมทุน

ดังนั้นวันนี้ขอพูดถึง 4 กฎเหล็กที่คิดว่าสำคัญมากสำหรับผู้ที่ต้องการจะเริ่มต้นทำธุรกิจกับเพื่อนนะครับ

ข้อ 1 ใช้เงิน ไม่ใช้ใจ

แน่นอนว่าการทำธุรกิจต้องใช้ใจ ทำงานต้องมี passion คนที่จะทำธุรกิจได้ดีนั้น ใจต้องรัก ใจต้องชอบก่อน

แต่ในทางกลับกัน การใช้ใจทำงานอาจกลายเป็นผลเสียได้เช่นกัน

หลายครั้งที่ผู้ประกอบการยินดีที่จะทำงานฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เดินทางไปหาลูกค้าโดยออกเงินค่ารถเอง ทำงานล่วงเวลาโดยไม่เคยคำนวนว่าหมดเวลาไปกับงานนี้เท่าไหร่

การใช้ใจทำงานเช่นนี้จะไม่มีปัญหาเลยถ้าคุณทำงานคนเดียว!

แต่ความจริงแล้ว การตั้งบริษัท ทำธุรกิจหลาย ๆ คนมีพาร์ทเนอร์ มีหุ้นส่วน และเมื่อมีเจ้าของมากกว่าหนึ่งคน การทำงานด้วย “ใจ” จะมีปัญหา เพราะ “ใจ” วัดค่าไม่ได้

เมื่อแต่ละคนล้วนทำงานหนัก และเชื่อว่า “ตนทำงานหนัก” หลังจากเริ่มธุรกิจไปไม่นาน สิ่งที่ได้ยินบ่อย ๆ คือคำที่บอกว่า “ผมทำงานหนักกว่าอีกคน”

คนหนึ่งบอกว่าทำล่วงเวลามาตลอดหลายเดือน อีกคนหนึ่งบอก นั่งรถไปหาลูกค้าแสนไกลไม่เคยคิดค่าน้ำมันซักบาท เหล่านี้ล้วนแต่เป็นต้นเหตุที่ทำให้หลายธุรกิจที่แม้จะมี business model ที่ดี แต่กลับพังไม่เป็นท่าได้

ดังนั้น คิดทุกอย่างให้เป็นตัวเลข วัดค่าออกมาเป็นเงิน เช่น เราทำงานไปแล้ว 12 ชม. เราออกค่าเดินทางไป 200 บาท และใช้เงินเป็นตัววัดผลตอบแทนที่แต่ละคนควรได้

ข้อ 2 เพื่อน และ ผู้ร่วมงาน คือคนละคน

อีกปัญหาที่พบบ่อยคือ การแยกแยะระหว่างคำว่า “เพื่อน” และ “ผู้ร่วมงาน” ไม่ออก

เชื่อว่ามากกว่า 50% ของคนที่จับมือร่วมกันทำธุรกิจนั้น เคยมีความสัมพันธ์กันในระดับเพื่อนมาก่อน

แน่นอนว่าไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้ทำงานกับคนที่รู้ใจ คนที่คุ้นเคย แต่การแยกระหว่าง “เพื่อน” และ “ผู้ร่วมงาน” ไม่ออก อาจกลายเป็นหายนะ

เพราะ “เพื่อน” อาจจะแหกกฎได้ มองข้ามกฎได้ เพราะความเป็นเพื่อน ไม่ใช่พนักงาน

เพื่อน อาจจะมาทำงานสายได้ เพื่อนอาจจะขอลาไปทำธุระส่วนตัวได้โดยไม่จำกัด

เหล่านี้จะเปิดโอกาสให้ระบบเสีย มีปัญหาเรื่องการคุมงาน และคุมคน เกิดสองมาตรฐาน เพื่อนทำอย่างนี้ได้ แต่พนักงานทำแบบนี้ไม่ได้ ดังนั้น ควรแยกให้ชัดระหว่างคำว่า “เพื่อน” และ “ผู้ร่วมงาน”

ในคนหนึ่งคนอาจจะมีทั้งสองสถานะ เช่น กลางวันทำงานในฐานะ “ผู้ร่วมงาน” เมื่อทำอะไรผิดก็คือผิด ไม่มีผ่อนปรน เมื่อส่งงานไม่ตามกำหนดเวลา ต้องมีกฎเกณฑ์ ต้องรับผิดชอบ ไม่มีสองมาตรฐาน

ส่วนกลางคืนอาจจะอยู่ในฐานะ “เพื่อน” ที่สามารถคุยได้ทุกเรื่อง กินข้าว กินเบียร์ สนุกสนานเหมือนเดิม

เมื่อแยกได้ชัดแล้ว ปัญหาการผิดใจ บาดหมาง ไม่เข้าใจกันเรื่องงาน หรือการเสียระบบการปกครองก็จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยลง

ข้อ 3 ไว้ใจและเชื่อในความเป็นมืออาชีพ

ไม่มีใครเก่งไปซะทุกอย่าง

แต่ละคนล้วนมีความสามารถและความชำนาญในแบบของตัวเอง และมีเรื่องที่ไม่รู้ ไม่เก่ง ไม่เป็นอีกหลายเรื่อง

การมีเพื่อนร่วมงาน มีหุ้นส่วน หลายครั้งมาเพื่อเติมเต็มในส่วนที่ขาด

การแบ่งหน้าที่ ตำแหน่ง และการทำงานจะช่วยทำให้งานไม่กระจุกกองเป็นคอขวดรวมอยู่ที่คน ๆ เดียว

บางคนเก่งเรื่องการบริหารจัดการคน บางคนเก่งเรื่องตัวเลข บางคนเชี่ยวชาญเรื่องการตลาด

ปัญหาที่มักจะเกิดบ่อยเมื่อคนหลายคนทำงานร่วมกันคือ การก้าวก่ายงานซึ่งกันและกัน เพื่อนทำงานมาแบบหนึ่ง เราขอไปแก้ให้เป็นอีกแบบ เรื่องการทำงานเกินหน้าที่ ก้าวก่ายหน้าที่กันคือสิ่งที่เกิดขึ้นประจำและล้วนจะนำมาซึ่งปัญหาขุ่นข้องหมองใจในระยะยาว

จงเชื่อในการตัดสินใจ และการทำงานของผู้ที่รับผิดชอบในงานนั้น ๆ เชื่อในความเป็นมืออาชีพ และ ไว้ใจเพื่อนร่วมงาน

ถามว่า “งั้นเราไม่ควรตั้งคำถามเลย? เค้าทำอะไรมาเราก็ปล่อยให้ทำไปได้เลยหรอ?”

ไม่ครับ.. เราสามารถตั้งคำถามได้ ทุกคนสามารถตั้งคำถามทุกคนได้ และแน่นอน คนอื่นก็สามารถตั้งคำถามกับงานที่เราทำได้

ถกเถียงกันด้วยเหตุและผล ถ้าเพื่อนมีคำตอบที่ดีพอ หรือมีเรื่องท้วงติงในงานของเราที่เราเองก็ตอบไม่ได้ ก็ให้รับฟังและปรับแก้

เพราะการไว้ใจในฝีมือของเพื่อนร่วมงานจะทำให้เกิด trust และ trust นั้น ไม่ใช่สิ่งที่สามารถสร้างขึ้นได้ภายในเวลาข้ามคืน

ข้อ 4 ถ้าจะเจ๊งต้องเจ๊งเพราะเรา

หลายคนไม่กล้าทำบริษัท หรือมีบริษัทแล้วแต่ไม่กล้าสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือสร้างบริการรูปแบบใหม่ เพียงเพราะขาดความมั่นใจบ้าง มีเพื่อนมาทักบ้าง มีอาจารย์มาบอกว่าไม่ควรทำบ้าง หรือแม้แต่มีซินแซมาบอกว่า ธุรกิจแบบนี้ไม่ดีกับดวงชะตา

อย่าให้คนอื่นมาทำลายความฝันของเรา

แน่นอนว่าเราควรฟังพวกเขาทุกคน แต่เราฟังแล้วต้องนำกลับมาคิด วิเคราะห์ อีกครั้ง ไม่ใช่ฟังแล้วเชื่อเลย และไม่ควร “หยุดฝัน” เพราะคนอื่นมาบอกเรา

ส่วนตัวผมคิดว่า ถ้าคุณอยากจะทำอะไร “ทำเลย”

อย่าให้คนอื่นมาหยุดเราได้ แต่การฟังคนอื่นและการศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก และจะช่วยลดความผิดพลาดให้น้อยลง

และเมื่อค้นคว้าหารายละเอียดและคิดอย่างถ้วนถี่แล้วพบว่า “ควรทำ” ก็ทำได้เลย

เพราะอย่างที่ผมได้บอก.. ถ้าบริษัทจะรุ่งก็ต้องรุ่งเพราะเรา ถ้าบริษัทจะเจ๊ง ก็ต้องเจ๊งเพราะเรา

อย่าพูดว่า “รู้งี้ฉันไม่น่าเชื่อซินแสเลย ถ้าฉันทำธุรกิจในตอนนั้นป่านนี้ฉันคงรวยไปแล้ว”

เพราะนี่คือ “เราเจ๊งเพราะคนอื่น”

ดังนั้น เชื่อในตัวเอง รับฟังผู้อื่น ศึกษา ค้นคว้า เมื่อมั่นใจแล้ว “ทำเลย”

และนั่นคือทั้งหมด 4 ข้อที่เชื่อว่าผู้ประกอบการเกือบทุกคนที่ทำงานร่วมกับเพื่อนนั้นจะต้องพบเจอ และวิธีในการแก้รอยแผลระหว่างความเป็นเพื่อนกันนั้นยากจะเยียวยา ดังนั้น การกำหนดกฎเกณฑ์หรือวิธีการทำงานไว้ตั้งแต่แรก จะช่วยทำให้การทำงานไหลลื่นขึ้น ดีขึ้น และทำได้ดั่งที่ใจหวังมากขึ้น

และเชื่อว่า ด้วยกฎทั้งสามข้อนี้ จะทำให้คุณโฟกัสไปที่ธุรกิจได้อย่างมั่นใจและมั่นคง ไม่ต้องพะวงเรื่องคนและหุ้นส่วนให้มากเหมือนคนอื่น ๆ


เก่ง สิทธิพงศ์ ศิริมาศเกษม (facebook: GengSittipong)

  • Creative/ Designer, CEO บริษัท RGB72 จำกัด
  • Admin Page “Creative Wisdom
  • Columnist GM Magazine, GMBiz และ SCB SME
  • Speaker และ Mentor StartUps
  • Host ผู้จัดงาน Creative Talk
  • Director/Curator The A-Class