เทคนิคทำ Presentation ไม่ให้พลาด ด้วย Presentation Canvas (ตอนที่ 2/2)

StartupCreativeMarketingPresentationSep 24, 2017By Sittipong Sirimaskasem

ไม่ว่าจะทำ live หรือเขียนบทความเรื่อง Presentation Canvas ทีไร ไม่เคยไม่ได้จบภายในหนึ่งตอนเลยซักที และครั้งนี้ก็เช่นกัน..

ตอนที่แล้ว (ตอนแรก) เราได้พูดถึงหัวใจของการทำ Presentation Canvas และวิธีการใช้ Canvas รวมถึงแนวทางการใส่ข้อมูลลงใน 6 ช่องแรกเรียบร้อย สำหรับใครที่ยังไม่ได้อ่าน แนะนำให้ไปอ่านก่อนตามลิงค์นี้ครับ มิเช่นนั้นจะมี งง แน่ ๆ “เทคนิคทำ Presentation ไม่ให้พลาดด้วย Presentation Canvas (ตอนที่ 1/2)” (https://creativewisdom.in.th/articles/presentation-canvas)

สำหรับคนที่อ่านตอนที่หนึ่งแล้ว วันนี้เราจะมาต่อตอนสองกัน

ท้าวความตอนที่หนึ่งนิดนึงว่า ทั้งหมด 6 ช่องแรกที่เราได้ใส่ไปนั้น ถือเป็น “พื้นฐานที่จำเป็นต้องมี” ในการทำ Presentation อย่างไรก็ตาม อีก 4 ช่องที่เหลือที่วันนี้เราจะมาพูดถึงกันนั้น ผมถือว่าเป็น “Supporting Information” ความหมายก็คือ “ไม่มีก็ได้ แต่มีก็ดี” เพราะ..

คำว่า Supporting Information นั้นหมายความว่า เนื้อหาของ 4 ช่องล่างนี้ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ แต่ถ้ามีจะช่วย “สนับสนุน” ให้ 6 ช่องแรกนั้นมีน้ำหนัก ดูหนักแน่น น่าเชื่อถือ และมีพลัง!

ที่ต้องเน้น เพราะหลังจากที่ได้นำ Canvas version 1.2 นี้ไปใช้ทำ workshop แล้วพบว่ามีหลายคนไม่เข้าใจ คิดว่าตัว Supporting Information 4 ช่องล่างนี้ “ต้องใส่ให้ครบด้วย” เช่นกัน และบางคนไม่มีเนื้อหามากพอที่จะใส่ จึงต้องเน้นว่า ถ้าไม่มี ไม่ต้องใส่ก็ได้ครับ

ใส่ link ให้ download canvas กันอีกครั้งได้ที่นี่ครับ..

Supporting Information ทั้ง 4 ช่อง มีดังนี้

ช่องที่ 7: Story

ช่องที่ 8: Compare

ช่องที่ 9: Complication

ช่องที่ 10: Evidence

เริ่มต้นจากช่องที่ 7: Story

ช่องนี้ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า Story หรือถ้าให้พูดเต็ม ๆ ก็คือ Storytelling นั่นเอง

คำว่า Storytelling ก็หมายถึงการบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งนี้เรื่องราวที่เล่านั้นจำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับ Core Message หรือหัวใจหลักของการ present ไม่ว่า core message จะเป็นสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ หรือ บริการ ตัว Story ต้องเล่าเพื่อทำให้การนำเสนอเป็นที่น่าจดจำ

คำว่า Storytelling แม้จะเป็นคำที่เราเพิ่งจะได้ยินหนาหูในช่วงไม่กี่ปีให้หลังนี้ แต่ความจริงเทคนิคการเล่าเรื่องให้คนจดจำนั้นเกิดขึ้นมานานแล้ว

หนึ่งในตัวอย่างที่ผมชอบยกเพื่อให้เห็นภาพคือ “นิทานอีสป”

หากถามทุกคนว่ารู้จักนิทานอีสปเรื่อง “กระต่ายกับเต่า” มั้ย? ทุกคนต้องบอกว่า “รู้จัก” และหากผมบอกให้ทุกคนเล่าให้ฟัง ผมเชื่อว่าทุกคนสามารถเล่าให้ฟังได้ และแน่นอนถ้าผมถามต่ออีกว่า นิทานเรื่องกระต่ายกับเต่านี้สอนเราเรื่องอะไร? ทุกคนก็ต้องตอบได้เช่นกันว่า “กระต่ายกับเต่าสอนให้เรารู้ว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น”

คำถามคือ แล้วทำไมต้องเล่านิทานให้ยืดยาว ทำไมไม่บอกเราเลยตั้งแต่หน้าปกว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น”?

ก็เพราะว่าถ้าบอกคำสอนอย่างเดียวเราจะจำไม่ได้น่ะสิ!

Story ทำให้คนจดจำ จำได้ และสำคัญที่สุดคือ “สามารถบอกต่อได้”

การทำ Story ใน Presentation ก็เช่นกัน ถ้าคุณมีเรื่องราวอะไรที่สามารถบอกเล่าได้ ทำให้เนื้อหาน่าสนใจ ทำให้ผู้ฟังจดจำและบอกต่อ เขียนมันลงไปในช่องนี้ครับ

ตัวอย่างของ Story เช่น..

บะหมี่ 7 ชั่วอายุคน (แค่นี้ก็บอกได้แล้วว่า ประสบการณ์ที่ยาวนานต่อเนื่อง น่าจะมีเคล็ดลับความสำเร็จอยู่ในบะหมี่)

สมุดจด Moleskines มีต้นกำเนิดจากประเทศอิตาลีมานานหลายร้อยปี และถูกใช้โดยศิลปินระดับโลกอย่าง ปิกาโซ (Pablo Picasso) และ แวนโกะ (Vincent Van Gogh)

พอเราใส่ Story เข้าไป ก็ทำให้ดูน่าสนใจขึ้น น่าเชื่อถือขึ้นมาทันที

ช่องที่ 8: Compare

การ Compare คือการเปรียบเทียบ และเมื่อใดก็ตามที่มีการเปรียบเทียบ ก็จะทำให้ผู้ฟังเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น

การเปรียบเทียบเป็นหนึ่งในเทคนิคการตลาดที่ใช้กันบ่อยครั้ง การเปรียบเทียบกับคู่แข่งให้ลูกค้าเห็นว่า “ขอฉันนั้นดีกว่าหลายเท่า” นอกจากจะทำให้ตัวเองดูเหนือกว่าแล้ว ยังบอกอีกว่า ของคู่แข่งนั้นดีสู้ฉันไม่ได้

เรามักเห็นการเปรียบเทียบในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การทำ chart เทียบความแรงของคอมพิวเตอร์ หรือการเขียนตัวเลขปริมาณแคลลอรี่ที่จะได้รับจากการทานเครื่องดื่ม ดังภาพด้านล่าง คือข้อมูลความคมชัดของจอ iPad Pro เมื่อเปรียบเทียบกับจอปกติทั่วไป ทำให้เราเห็นภาพว่ามีความแตกต่างมากมายขนาดไหน

หรือการ present “Macbook Air” ที่ Steve Jobs เป็นคน present

ในวันนั้น Steve เดินไปหยิบซองเอกสารกระดาษสีน้ำตาลที่เราเห็นกันอยู่ทุกวัน แล้ว Steve ก็ดึง Macbook Air ออกมาจากซองเอกสารนั้น เพื่อให้เราเห็นว่า Macbook Air มีความบางมากจนสามารถใส่ลงในซองเอกสารได้

การนำเสนอเปรียบเทียบเช่นนี้จะทำให้คนที่ดูอยู่ทางบ้าน ที่ไม่อาจจะนึกออกว่าความบางระดับ 0.3 — 1.7 เซนติเมตรนั้นเป็นอย่างไร สามารถจินตนาการได้ง่ายขึ้นเมื่อนึกถึงซองเอกสารที่จับต้องอยู่ทุกวัน

ดังนั้น หากสินค้าหรือสิ่งที่เราต้องการนำเสนอสามารถเปรียบเทียบได้ ก็สามารถใส่ข้อมูลการเปรียบเทียบหรือวิธีการเปรียบเทียบลงไปในช่อง “Compare”

ช่องที่ 9: Complication

Complication หรือ complicate ที่แปลว่า “ความยากลำบาก” นั้น เป็นอีกหนึ่งช่องที่ถ้ามีข้อมูลก็สามารถใส่เข้าไป เพื่อเพิ่มพลังให้กับเนื้อของ presentation ได้

ความยากลำบากในการทำสินค้า ความยากลำบากในการหาวัตถุดิบ หรือ ขั้นตอน process การทำงาน กระบวนการคิด กว่าจะมาเป็นสิ่งที่เรานำเสนอวันนี้ ถือเป็น Story รูปแบบหนึ่งที่อาจทำให้ผู้ฟังคล้อยตาม และเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรานำเสนอ

กล้องถ่ายรูป Leica ราคาสูงหลักแสนบาทที่ดูแล้วราคาแพงโดยไร้เหตุผล แต่ด้วยวิดีโอความยาว 45นาที ที่มีชื่อว่า “The Most Boring Ad Ever Made” ถ่ายให้เห็นภาพการผลิตกล้อง การขัดกล้องด้วยกระดาษทรายจำนวนหลายชิ้นเป็นเวลานานด้วยฝีมือคนล้วน ๆ ทำให้เห็นถึงความพิถีพิถัน ใส่ใจในรายละเอียด และเห็นถึงความยากลำบาก complication ในการผลิตกล้องแต่ละชิ้น ทำให้ Leica แลดูมีมูลค่ามากกว่ากล้องยี่ห้ออื่น

การนำเสนอเรื่องราวความยาก ความซับซ้อนในการทำ จะช่วยสร้างพลังให้กับ presentation ของเรา ทำให้สินค้าของเราดูดี มีน้ำหนักมากขึ้น และทำให้สิ่งที่เรานำเสนอมีมูลค่า และน่าเชื่อถือ

ส่วนตัวเชื่อว่า ทุกผลิตภัณฑ์ ทุกบริการ ล้วนมีความยากในการผลิต การคัดสรรวัตถุดิบ มี Story ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ลองนึกคิด ค้นหา เพื่อนำมาใส่ลงในช่อง complication นี้ และสร้างพลังให้กับ presentation ของเรา

ช่องที่ 10: Evidence

Evidence แปลตรง ๆ ตัวคือพยาน หรือเครื่องมือยืนยันว่าสิ่งที่เราพูด สิ่งที่เรา present นั้น “เป็นความจริง”

การจะบอกว่าสินค้าเราดี แน่นอนว่าถ้าให้คนอื่นพูดแทนเรา ย่อมดีกว่าเราเป็นคนพูดเอง ดังนั้นหากเรามีใบรับรองมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นจากทางภาครัฐ เอกชน หรือแม้แต่ต่างชาติ จะทำให้สิ่งที่เราพูดมีการันตีว่า “คนอื่นก็เห็นด้วยเช่นกัน”

สังเกตว่าภาพยนตร์หลายเรื่องที่ได้รับรางวัล จะนำโลโก้ของรางวัลนั้น ๆ มาใส่ไว้ในโปสเตอร์ให้คนดูเห็นว่า มีกรรมการ มีสถาบันระดับโลกรับประกันความดีของหนัง หรือหลายครั้งที่เราจะเห็น “Testimonial” หรือคำพูดยืนยันจากผู้ที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว ออกมายกนิ้วให้ หรือเขียนให้ 5 ดาว เหล่านี้เป็นการยืนยันและช่วยพูดถึงตัวสินค้าแทนที่เจ้าของสินค้าจะออกมาพูดเอง

ดังนั้น หากเรามีเครื่องยืนยันสิ่งที่เราพูด สามารถนำมาใส่ลงในช่อง Evidence เพื่อให้เห็นถึงแรงสนับสนุน และทำให้ presentation เรามีน้ำหนักมากขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย


และทั้งหมดนี้คือ 10 ช่องที่ใน Presentation Canvas ที่คุณสามารถเรียนรู้และลองนำไปใช้ได้นะครับ อย่างที่บอกไปแล้วในตอนที่ 1 นั้นยังเหมือนเดิมคือ ถ้าคุณลองนำไปใช้แล้วได้ผลลัพธ์ดีหรือไม่ดีอย่างไร สามารถแจ้งได้ แล้วผมจะได้นำเจ้าตัว Canvas นี้ไปปรับปรุงเพิ่มเติมต่อไปเรื่อย ๆ ครับ


เก่ง สิทธิพงศ์ ศิริมาศเกษม (facebook: GengSittipong)

  • Creative/ Designer, CEO บริษัท RGB72 จำกัด
  • Admin Page “Creative Wisdom
  • Columnist GM Magazine, GMBiz และ SCB SME
  • Speaker และ Mentor StartUps
  • Host ผู้จัดงาน Creative Talk
  • Director/Curator The A-Class